Thada Olaric on the news :
ดิจิทัล แอสโซสิเอทส์ สร้างนวัตกรรมเปิดศักราชธุรกิจแนวใหม่
สุจิตร ลีสงวนสุข
หลังบ่มเพาะเทคโนโลยีของตนเองกว่า 2 ปี ด้วยเงินให้เปล่า 2.8 ล้านบาทจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วันนี้ บริษัทดิจิทัล แอสโซสิเอทส์ จำกัด เปิดตลาดเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ "Intensive Watch" ระบบติดตามแพลงและโฆษณาที่ออกอากาศทางวิทยุ 880 สถานีและ 6 ช่องโทรทัศน์ ที่เป็นนวัตกรรมแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หนุ่มไฟแรง "ธนรัตน์ ลี้ตระกูล" ทายาทคนเดียวของ "อนันต์ ลี้ตระกูล" ผู้คร่ำหวอดในวงการไอทีไทยมากว่า 20 ปี ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัทดิจิทัล แอสโซสิเอทส์ จำกัด ที่มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท เล่าว่า การพัฒนาระบบนี้ ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีที่สร้างนวัตกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งสามารถทำให้บริษัทนำเสนอรูปแบบธุรกิจ "บริการ" แนวใหม่ให้กับลูกค้าได้ชนิดไม่มีคู่แข่ง
ระบบของบริษัทจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางวัด และทำสถิติการออกอากาศเพลง และสปอตโฆษณาทั้งหมดที่ผ่านหน้าปัดของสถานีวิทยุต่างๆ และสถานีโทรทัศน์ในไทย ทำให้สร้างความไว้วางใจและเชื่อถือในวงการบันเทิงมากขึ้น โดยเฉพาะระบบการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ที่สถานีวิทยุจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ 7% ให้กับค่ายเพลง ขณะที่ผู้แต่งเพลงก็สามารถนำข้อมูลที่จัดเก็บได้ไปคิดค่าลิขสิทธิ์กับบริษัทเพลงได้มาก และแม่นยำขึ้น
ส่วนของบริษัทเพลงก็สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์การวางแผนโปรโมทศิลปินในสังกัดที่ได้รับความนิยมและส่งเสริมนักแต่งเพลงที่เขียนเพลงติดตลาด ฝั่งสถานีวิทยุก็สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นตัวกลางยืนยันกับผู้ลงโฆษณาหรือบริษัทโฆษณาได้ว่า เปิดสปอตโฆษณาจริง ด้านบริษัทโฆษณา หรือเอเยนซีทั้งหลาย ก็สามารถนำสถิติกลุ่มธุรกิจที่มีการใช้จ่ายงบโฆษณาสูงสุด มาเจาะตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม
"ในปีที่แล้ว กลุ่มที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดเป็นตลาดรัฐ และธุรกิจมือถือ บริษัทโฆษณาสามารถนำข้อมูลนี้ ไปนำเสนอแผนการซื้อสื่อให้กับตลาดนี้ได้ โดยเฉพาะสื่อวิทยุที่จะมีกลุ่มผู้ฟังเฉพาะเจาะจง สามารถทำวัดผลได้ตามกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ชัดเจน"
"ธาดา โอฬาริก" หนึ่งในทีมพัฒนาหลักที่เคยเป็นผู้ประสบความสำเร็จสมัยดอทคอมบูมในไทย บอกเรื่องการทำงานของระบบว่า บริษัทใช้เทคโนโลยี ออดิโอ ฟิงเกอร์พริ้นท์ ทำหน้าที่เทียบเคียงเสียงอยู่ในสปอตโฆษณาหรือเสียงเพลงที่กำลังออกอากาศอยู่ เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลเพลงและสปอตโฆษณาที่มีอยู่ของบริษัท ก็จะทราบได้ว่าเป็นเพลงอะไร หรือเป็นสปอตโฆษณาของสินค้าใด
หากมีเพลง หรือสปอตโฆษณาใหม่ๆ เข้ามา บริษัทก็มีนวัตกรรมใหม่ "Second Time" ตรวจจับและให้พนักงานของบริษัทพิมพ์ป้อนข้อมูลเข้าระบบได้ทันที ซึ่งในอนาคตอันใกล้จะทำเป็นอัตโนมัติทั้งหมดด้วย
นอกจากนี้ บริการของบริษัท ยังเปิดให้ลูกค้าเรียกดูข้อมูลผ่านเวบไซต์โดยใช้รหัสผ่านที่กำหนด และแสดงผลของข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งระดับความลึกและการวิเคราะห์ข้อมูลจะเป็นไปตามแพ็คเกจค่าบริการตั้งแต่ 1,000 - 100,000 บาทให้ลูกค้าเลือก รองรับตั้งแต่ศิลปินอิสระไปจนถึงค่ายเพลงใหญ่ๆ
"ค่าบริการของบริษัท เหมือนการคิดชั่วโมงการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไป ลูกค้าไม่ต้องลงทุนสูง มีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ตได้ เปรียบเทียบกับการจ้างพนักงานที่จะมาตรวจจับการออกอากาศเพลงและสปอตโฆษณาโดยตรง อาจต้องใช้เงิน 24 ล้านบาทต่อเดือนในการจ้างพนักงาน 2,400 คนเพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และในอนาคต อาจมีจำนวนสถานีเพลงและโทรทัศน์เพิ่มขึ้นนับพันนับหมื่นช่องจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งระบบของบริษัทก็จะสามารถตรวจจับและติดตามได้เช่นกัน"
"ธาดา" ยอมรับว่า ระบบนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในโลก ในยุโรป และสหรัฐใช้กันมาแล้ว แต่บริษัทเป็นรายแรกของภูมิภาคนี้ โดยมีบริษัทซีแสค (CESAC) ผู้ให้บริการจัดเก็บลิขสิทธิ์เพลงทั่วโลก ที่กำลังขยายสำนักงานในสิงคโปร์สนใจจะนำซอฟต์แวร์ของบริษัทไปใช้ โดยจะแบ่งสัดส่วนรายได้ในการจัดเก็บให้บริษัทด้วย คาดเร็วๆ นี้จะสรุปได้
บริษัทแห่งนี้ มีเป้าหมายใน 3-4 ปีข้างหน้าจะมีลูกค้าทั้งสถานีวิทยุและโทรทัศน์อย่างน้อย 50% ของตลาด ด้วยรายได้ราว 400-500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ปีนี้จะมีลูกค้า 80% ของสถานีวิทยุในกรุงเทพฯ รายได้ 20-30 ล้านบาท
"ปัจจุบันมีลูกค้าเป็นบริษัทค่ายเพลง 10 ค่ายหลักทั้งอาร์เอส แกรมมี่ สมอลรูม เลิฟอิส เบเกอรี่ รวมถึงบริษัทจัดรายการวิทยุ เวอร์จิ้น บีอีซี เทโร สกายไฮเน็ทเวิร์ค คลิ๊กเรดิโอ เอไทม์มีเดีย และกำลังจะขยายผลเข้าสู่กลุ่มบริษัทโฆษณาที่ต้องซื้อสื่อและวางแผนสื่อ หากเราประสบความสำเร็จในไทยแล้ว จะเร่งพัฒนาระบบให้รองรับภาษาต่างประเทศเพื่อเจาะตลาดไต้หวัน ฮ่องกง และอินเดีย"
ธาดา เล่าต่อว่า นอกจากนวัตกรรมใหม่นี้จะสร้างรายได้ให้กับบริษัทแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมบันเทิง จากความมั่นใจการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศดีขึ้นตามไปด้วย ปัจจุบันอุตสาหกรรมบันเทิงไทยทำรายได้เพียง 0.17% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพีของประเทศ เปรียบเทียบกับประเทศที่มีกลไกลิขสิทธิ์เข้มแข็ง ทั้งสหรัฐและยุโรป ธุรกิจนี้ สามารถสร้างรายได้คิดเป็น 5% ของจีดีพี
ธนรัตน์ พูดไปถึงนวัตกรรมใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ด้วยว่า กำลังทำงานร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีจากเยอรมนี ที่จะเสนอระบบวิเคราะห์ภาพวิดีโอ ที่จะสามารถประยุกต์ใช้กับระบบโทรทัศน์วงจรปิด ตรวจจับบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งสนามบิน สถานีรถไฟ ห้างสรรพสินค้า รวมถึงการใช้ด้านการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า หรือซีอาร์เอ็ม เช่น ทันทีที่ลูกค้าเดินเข้ามาในร้านขายเสื้อ กล้องวิดีโอในร้านเห็นภาพและวิเคราะห์ได้ว่าเป็นใคร ระบบในร้านก็อาจทักทายหรือนำเสนอสินค้าที่เหมาะสมกับลูกค้ารายนั้นๆได้
"ที่สุดในความฝันของพวกเรา คือการสร้างแบรนด์อินเทฟซีฟ วอท์ช และชื่อของบริษัทไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับอาเซียนได้"
Source : Bangkoknews
|