Thada Olaric on the news :
The Nation : TECHNOLOGY BREAKTHROUGH
Firm to track radio ads
Digital Associates' new product will collect data on music, too
A broadcast monitoring technology invented by a Thai company - Digital Associates - is set to change the way music, advertising and radio broadcasting industries operate in Thailand and perhaps the region.
The patented product, Intensive Watch, won the Science and Technology Ministry's National Innovation Award 2005, after which, Digital Associates received hardware support from IBM and, announced its commercial breakthrough early this week.
Based on "audio fingerprint" technology, Intensive Watch was developed to monitor music and advertisements airing on radio and television channels via an "application service provider" system on an "every second" basis, according company executives.
At a press conference on Monday, Digital Associates' managing director, Thanarat Leetrakul, said his company had clinched contracts with several music and entertainment companies such as Click Radio, A-Time, Virgin Radio, GMM Grammy, RS, and Small Room. He also said his firm would focus on the radio-broadcast market because no one has been able to provide a comprehensive and in-depth database of the music and ads running on the country's 880 stations.
"Our company was contacted
by Cesac [Communications-Electronics Scheme Accounting and Control], an international copyright organisation that collect fees on behalf of copyright owners in the US and it is expanding to Southeast Asia. Cesac has acknowledged Intensive Watch in Thailand and has shown interest in using the technology to collect copyright fees in Southeast Asia," said Thanarat in a statement.
"Intensive Watch does not aim to detect errors, but aims to be a third-party service provider, offering previously unavailable information to the public," he said.
Thada Olaric, a consultant for Digital Associates, said the technology was able to provide an accurate, real-time and comprehensive database. It will also boost investor confidence and expand the radio broadcasting market, "because the money will go to the right people".
Thanarat said Digital Associates currently covered the north and central regions and aimed to capture 80 per cent of Bangkok's radio broadcasting market by the end of the year.
Pichaya Changsorn
Source : The Nation
ดิจิทัล แอสโซสิเอทส์ สร้างนวัตกรรมเปิดศักราชธุรกิจแนวใหม่
สุจิตร ลีสงวนสุข
หลังบ่มเพาะเทคโนโลยีของตนเองกว่า 2 ปี ด้วยเงินให้เปล่า 2.8 ล้านบาทจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วันนี้ บริษัทดิจิทัล แอสโซสิเอทส์ จำกัด เปิดตลาดเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ "Intensive Watch" ระบบติดตามแพลงและโฆษณาที่ออกอากาศทางวิทยุ 880 สถานีและ 6 ช่องโทรทัศน์ ที่เป็นนวัตกรรมแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หนุ่มไฟแรง "ธนรัตน์ ลี้ตระกูล" ทายาทคนเดียวของ "อนันต์ ลี้ตระกูล" ผู้คร่ำหวอดในวงการไอทีไทยมากว่า 20 ปี ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัทดิจิทัล แอสโซสิเอทส์ จำกัด ที่มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท เล่าว่า การพัฒนาระบบนี้ ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีที่สร้างนวัตกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งสามารถทำให้บริษัทนำเสนอรูปแบบธุรกิจ "บริการ" แนวใหม่ให้กับลูกค้าได้ชนิดไม่มีคู่แข่ง
ระบบของบริษัทจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางวัด และทำสถิติการออกอากาศเพลง และสปอตโฆษณาทั้งหมดที่ผ่านหน้าปัดของสถานีวิทยุต่างๆ และสถานีโทรทัศน์ในไทย ทำให้สร้างความไว้วางใจและเชื่อถือในวงการบันเทิงมากขึ้น โดยเฉพาะระบบการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ที่สถานีวิทยุจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ 7% ให้กับค่ายเพลง ขณะที่ผู้แต่งเพลงก็สามารถนำข้อมูลที่จัดเก็บได้ไปคิดค่าลิขสิทธิ์กับบริษัทเพลงได้มาก และแม่นยำขึ้น
ส่วนของบริษัทเพลงก็สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์การวางแผนโปรโมทศิลปินในสังกัดที่ได้รับความนิยมและส่งเสริมนักแต่งเพลงที่เขียนเพลงติดตลาด ฝั่งสถานีวิทยุก็สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นตัวกลางยืนยันกับผู้ลงโฆษณาหรือบริษัทโฆษณาได้ว่า เปิดสปอตโฆษณาจริง ด้านบริษัทโฆษณา หรือเอเยนซีทั้งหลาย ก็สามารถนำสถิติกลุ่มธุรกิจที่มีการใช้จ่ายงบโฆษณาสูงสุด มาเจาะตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม
"ในปีที่แล้ว กลุ่มที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดเป็นตลาดรัฐ และธุรกิจมือถือ บริษัทโฆษณาสามารถนำข้อมูลนี้ ไปนำเสนอแผนการซื้อสื่อให้กับตลาดนี้ได้ โดยเฉพาะสื่อวิทยุที่จะมีกลุ่มผู้ฟังเฉพาะเจาะจง สามารถทำวัดผลได้ตามกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ชัดเจน"
"ธาดา โอฬาริก" หนึ่งในทีมพัฒนาหลักที่เคยเป็นผู้ประสบความสำเร็จสมัยดอทคอมบูมในไทย บอกเรื่องการทำงานของระบบว่า บริษัทใช้เทคโนโลยี ออดิโอ ฟิงเกอร์พริ้นท์ ทำหน้าที่เทียบเคียงเสียงอยู่ในสปอตโฆษณาหรือเสียงเพลงที่กำลังออกอากาศอยู่ เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลเพลงและสปอตโฆษณาที่มีอยู่ของบริษัท ก็จะทราบได้ว่าเป็นเพลงอะไร หรือเป็นสปอตโฆษณาของสินค้าใด
หากมีเพลง หรือสปอตโฆษณาใหม่ๆ เข้ามา บริษัทก็มีนวัตกรรมใหม่ "Second Time" ตรวจจับและให้พนักงานของบริษัทพิมพ์ป้อนข้อมูลเข้าระบบได้ทันที ซึ่งในอนาคตอันใกล้จะทำเป็นอัตโนมัติทั้งหมดด้วย
นอกจากนี้ บริการของบริษัท ยังเปิดให้ลูกค้าเรียกดูข้อมูลผ่านเวบไซต์โดยใช้รหัสผ่านที่กำหนด และแสดงผลของข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งระดับความลึกและการวิเคราะห์ข้อมูลจะเป็นไปตามแพ็คเกจค่าบริการตั้งแต่ 1,000 - 100,000 บาทให้ลูกค้าเลือก รองรับตั้งแต่ศิลปินอิสระไปจนถึงค่ายเพลงใหญ่ๆ
"ค่าบริการของบริษัท เหมือนการคิดชั่วโมงการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไป ลูกค้าไม่ต้องลงทุนสูง มีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ตได้ เปรียบเทียบกับการจ้างพนักงานที่จะมาตรวจจับการออกอากาศเพลงและสปอตโฆษณาโดยตรง อาจต้องใช้เงิน 24 ล้านบาทต่อเดือนในการจ้างพนักงาน 2,400 คนเพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และในอนาคต อาจมีจำนวนสถานีเพลงและโทรทัศน์เพิ่มขึ้นนับพันนับหมื่นช่องจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งระบบของบริษัทก็จะสามารถตรวจจับและติดตามได้เช่นกัน"
"ธาดา" ยอมรับว่า ระบบนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในโลก ในยุโรป และสหรัฐใช้กันมาแล้ว แต่บริษัทเป็นรายแรกของภูมิภาคนี้ โดยมีบริษัทซีแสค (CESAC) ผู้ให้บริการจัดเก็บลิขสิทธิ์เพลงทั่วโลก ที่กำลังขยายสำนักงานในสิงคโปร์สนใจจะนำซอฟต์แวร์ของบริษัทไปใช้ โดยจะแบ่งสัดส่วนรายได้ในการจัดเก็บให้บริษัทด้วย คาดเร็วๆ นี้จะสรุปได้
บริษัทแห่งนี้ มีเป้าหมายใน 3-4 ปีข้างหน้าจะมีลูกค้าทั้งสถานีวิทยุและโทรทัศน์อย่างน้อย 50% ของตลาด ด้วยรายได้ราว 400-500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ปีนี้จะมีลูกค้า 80% ของสถานีวิทยุในกรุงเทพฯ รายได้ 20-30 ล้านบาท
"ปัจจุบันมีลูกค้าเป็นบริษัทค่ายเพลง 10 ค่ายหลักทั้งอาร์เอส แกรมมี่ สมอลรูม เลิฟอิส เบเกอรี่ รวมถึงบริษัทจัดรายการวิทยุ เวอร์จิ้น บีอีซี เทโร สกายไฮเน็ทเวิร์ค คลิ๊กเรดิโอ เอไทม์มีเดีย และกำลังจะขยายผลเข้าสู่กลุ่มบริษัทโฆษณาที่ต้องซื้อสื่อและวางแผนสื่อ หากเราประสบความสำเร็จในไทยแล้ว จะเร่งพัฒนาระบบให้รองรับภาษาต่างประเทศเพื่อเจาะตลาดไต้หวัน ฮ่องกง และอินเดีย"
ธาดา เล่าต่อว่า นอกจากนวัตกรรมใหม่นี้จะสร้างรายได้ให้กับบริษัทแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมบันเทิง จากความมั่นใจการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศดีขึ้นตามไปด้วย ปัจจุบันอุตสาหกรรมบันเทิงไทยทำรายได้เพียง 0.17% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพีของประเทศ เปรียบเทียบกับประเทศที่มีกลไกลิขสิทธิ์เข้มแข็ง ทั้งสหรัฐและยุโรป ธุรกิจนี้ สามารถสร้างรายได้คิดเป็น 5% ของจีดีพี
ธนรัตน์ พูดไปถึงนวัตกรรมใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ด้วยว่า กำลังทำงานร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีจากเยอรมนี ที่จะเสนอระบบวิเคราะห์ภาพวิดีโอ ที่จะสามารถประยุกต์ใช้กับระบบโทรทัศน์วงจรปิด ตรวจจับบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งสนามบิน สถานีรถไฟ ห้างสรรพสินค้า รวมถึงการใช้ด้านการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า หรือซีอาร์เอ็ม เช่น ทันทีที่ลูกค้าเดินเข้ามาในร้านขายเสื้อ กล้องวิดีโอในร้านเห็นภาพและวิเคราะห์ได้ว่าเป็นใคร ระบบในร้านก็อาจทักทายหรือนำเสนอสินค้าที่เหมาะสมกับลูกค้ารายนั้นๆได้
"ที่สุดในความฝันของพวกเรา คือการสร้างแบรนด์อินเทฟซีฟ วอท์ช และชื่อของบริษัทไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับอาเซียนได้"
Source : Bangkoknews
คมชัดลึก
บ.ไอทีเปิดตัวระบบติดตามเพลง-โฆษณา
|
|
บริษัทไอทีน้องใหม่เปิดเทคโนโลยีระบบติดตามเพลงและโฆษณาที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์ ใช้เทคโนโลยีลายพิมพ์เสียงวิเคราะห์ เพื่อเช็ครายการได้แพร่ภาพกระจายเสียงโฆษณาจริง ขณะที่ค่ายเพลงสามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับวางแนวเพลงให้กับสิลปินและนักแต่งเพลง
นายธนรัตน์ ลี้ตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทัล แอสโซซิเอทส์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้พัฒนาระบบติดตามเพลงและโฆษณาที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์เต็มรูปแบบแล้ว โดยใช้ชื่อว่า "อินเทนซีฟ วอท์ช" หลังจากใช้เวลาพัฒนา 2 ปี เป็นเทคโนโลยีนวัตกรรมของบริษัทไทย ทั้งเป็นรายเดียวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำได้
ระบบดังกล่าวใช้เทคโนโลยีออดิโอ ฟิงเกอร์พริ้นท์ วิเคราะห์รูปแบบของเสียง ทั้งเพลงที่เปิดจากวิทยุ หรือสปอตโฆษณาทางวิทยุและโทรทัศน์ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลในระบบ จะทำให้ทราบว่าเป็นเพลงของใคร ค่ายเพลงใด ผู้แต่งเป็นใคร หรือเป็นสปอตโฆษณาของใคร ยี่ห้อสินค้าและหัวข้ออะไร โดยระบบจะรายงานผลทั้งสถานีวิทยุที่ให้น้ำหนักเปิดเพลงของค่ายต่างๆ แต่ละค่าย รวมไปถึงลักษณะการลงโฆษณาของบริษัทต่างๆ ซึ่งลูกค้าจะเรียกดูผ่านเวบที่ต้องใช้รหัสผ่าน
"ข้อมูลและการตรวจวัดที่เป็นกลางของบริษัทจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงโฆษณาว่า สถานีวิทยุและโทรทัศน์ได้เปิดสปอตนั้นจริงๆ ขณะที่ค่ายเพลงจะนำพฤติกรรมการเปิดเพลงมาวิเคราะห์และวางแผนที่สร้างศิลปินและนักแต่งเพลง หรือหากมีการเรียกเก็บลิขสิทธิ์ของผู้แต่งกับค่ายเพลง และค่ายเพลงกับสถานีวิทยุ ก็จะทำได้ชัดเจนมากขึ้น" นาย ธาดา โอฬาริก ที่ปรึกษาบริษัทเดียวกัน กล่าวถึงหลักการทำงานของระบบว่า
ทั้งนี้ รูปแบบระบบติดตามดังกล่าวมีใช้ในยุโรปและสหรัฐอเมริกามาแล้ว ซึ่งทำให้ธุรกิจบันเทิงในประเทศเหล่านั้น สร้างรายได้คิดเป็น 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ขณะที่ไทยมีเพียง 0.17% เท่านั้น หากภายใน 10 ปีข้างหน้าสามารถกระตุ้นความมั่นใจและเชื่อใจลิขสิทธิ์ ก็จะสร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมนี้ 10,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน ระบบของบริษัทครอบคลุมสถานีวิทยุในภาคเหนือและภาคกลางทั้งหมดแล้ว คาดภายในสิ้นปีจะขยายได้ทั่วประเทศ
ที่มา : คมชัดลึก
โดย ผู้จัดการออนไลน์
| ดิจิตอลฯเปิดตัว"IntensiveWatch"ฝีมือไทย ติดตามผลงานเพลง-สื่อโฆษณา 18 กรกฎาคม 2549 09:47 น. |
|
|
 |
 |
ดิจิตอล แอสโซซิเอทส์ เปิดตัว Intensive Watch นวัตกรรมใหม่คิดค้นโดยคนไทย เผยเป็นเทคโนโลยีระบบแรกและระบบเดียวในไทยและอาเซียนที่ใช้วิเคราะห์ติดตามผลงานเพลง ตลอดจนสื่อโฆษณา ทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์ เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์ข้อมูลของวงการธุรกิจไทย พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มการลงทุนในอนาคต
นายธนรัตน์ ลี้ตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิตอล แอสโซซิเอทส์ ผู้พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการของตลาด และกลุ่มธุรกิจ กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัว Intensive Watch ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือคนไทย เป็นเทคโนโลยีระบบแรกและระบบเดียวในประเทศไทยและในอาเซียนที่วิเคราะห์ติดตามผลงานเพลง และโฆษณาที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ ทุกช่อง ทุกคลื่น ตลอด 24 ชั่วโมง โดยรายงานผลผ่านทางอินเทอร์เน็ตแบบวินาทีต่อวินาที โดยระบบนี้เป็นระบบมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลก และได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการประกวด InnovAsia 2005 จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์
ที่ผ่านมา เพลง โฆษณาที่ออกอากาศผ่านทางวิทยุ โทรทัศน์ไปแล้ว แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดในประเทศไทยทำการตรวจวัด ตลอดจนทำการวิเคราะห์ไว้มาก่อน ดิจิตอล แอสโซซิเอทส์ เป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ตรวจ และวิเคราะห์การออกอากาศของเพลงและโฆษณาเหล่านั้นด้วยเทคโนโลยี Intensive Watch ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่เรียกว่า Audio Fingerprint ซึ่งจะทำหน้าที่เทียบเคียงเสียง ระบุเพลง และโฆษณาที่ออกอากาศทางวิทยุ หรือโทรทัศน์ โดยแสดงผลออกมาในรูปแบบรายงาน โดยสามารถเข้าดูข้อมูลได้ตลอดเวลาผ่านทางอินเทอร์เน็ต
นาย ธาดา โอฬาริก ที่ปรึกษา ดิจิตอล แอสโซซิเอทส์ กล่าวว่า ด้วยระบบ Intensive Watch จะทำให้ ผู้ที่อยู่ในวงการเพลง และโฆษณา สามารถวัดผลสำเร็จของผลงานเพลง หรืองานโฆษณาที่ผ่านทางวิทยุ และโทรทัศน์ได้ว่าได้รับการตอบรับมากน้อยแค่ไหน เช่น สถานีวิทยุนี้เปิดเพลงของค่ายเราวันนี้กี่เพลง ประโยชน์ที่ได้รับก็คือ ค่ายเพลงสามารถนำข้อมูลที่เป็นจริงกลับไปวิเคราะห์เพื่อสร้างกลยุทธ์กำหนดทิศทางในการทำการตลาดได้มากยิ่งขึ้น ทั้งทำให้สามารถค้นหาศิลปินใหม่ที่เป็นที่ต้องการของตลาด และที่สำคัญข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการวิเคราะห์คู่แข่งได้เป็นอย่างดี ผลดีที่เกิดในระดับประเทศคือ ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางข้อมูลเพลง และโฆษณาที่ทันสมัย ส่งผลให้อุตสาหกรรมเพลงและโฆษณาของไทยพัฒนาไปได้อีกไกล
นายธนรัตน์กล่าวว่า ปัจจุบันสถานีวิทยุ กว่า 10 แห่งเป็นลูกค้า เช่น VIRGIN BEC TERO, A-TIME MEDIA, SKY- HIGH NETWORK และค่ายเพลงอย่าง RS PUBLIC โดยมีการคิดค่าบริการเป็นแพกเกจเหมือนการเข้าใช้บริการอินเทอร์เน็ต ค่าบริการเริ่มตั้งแต่ 1,000 -100,000 บาท แล้วแต่ความลึกของข้อมูล หากเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยความต้องการข้อมูลก็เป็นแบบทั่วๆ ไปราคาก็จะไม่สูงเท่ากับสถานีวิทยุ หรือค่าเพลง
ในช่วงแรกของการให้บริการมุ่งไปที่ค่ายเพลงและสถานีวิทยุก่อน และจะขยายไปที่วงการโฆษณาก่อน โดยมีพื้นที่ครอบคลุมการให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลในเลตภาคกลางและภาคเหนือก่อน และคาดว่าจะครบคลุมพื้นที่สถานีวิทยุและโทรทัศน์ทั่วประเทศได้ภายในสิ้นปีนี้
ผู้บริหาร ดิจิตอล แอสโซซิเอทส์ คาดว่าถึงสิ้นปีจะมีรายประมาณ 20-30 ล้านบาท และคาดว่าภายใน 4-5 ปีจะครอบคลุมลูกค้าเป้าหมายคือ 50 เปอร์เซ็นต์ของสถานีวิทยุ และโทรทัศน์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถึงเวลานั้นคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 400-500 ล้านบาท ต่อปี พร้อมตั้งเป้าขยายการให้บริการไปในประเทศอื่นๆเมื่อการให้บริการในประเทศไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีแล้ว
ที่มา : ผู้จัดการ
E-Commerce Magazine |
|
| Intensive Watch เกาะติดทุกคลื่นวิทยุ-โทรทัศน์ |
Intensive Watch นวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากบริษัท ดิจิตอล แอสโซซิเอทส์ จำกัด ที่สร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่ฝีมือคนไทย ระบบแรกและระบบเดียวในไทยและอาเซียนที่สามารถใช้วิเคราะห์ติดตามผลงานเพลง สื่อโฆษณาทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ จากทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ที่พร้อมรายงานผลวินาทีต่อวินาที
|
นายธนรัตน์ ลี้ตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิตอล แอสโซซิเอทส์ จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเพลงหรือโฆษณาที่ออกอากาศผ่านทางวิทยุ โทรทัศน์ไปแล้ว ยังไม่มีหน่วยงานใดในประเทศไทยสามารถทำการตรวจวัดหรือทำการวิเคราะห์การออกอากาศได้มาก่อน ด้วยเหตุนี้ ทางบริษัทฯ จึงได้ทำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า Intensive Watch ขึ้นมา เพื่อทำการ Monitor เพลงและโฆษณาที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ทั่วประเทศ
บริษัท ดิจิตอล แอสโซซิเอทส์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อกลางปี 2546 โดยเล็งเห็นว่าประเทศไทยยังขาดข้อมูลและเครื่องมือในการวิเคราะห์การลงทุนในธุรกิจสื่อโฆษณาและสื่อเพลง จึงได้เริ่มค้นคว้านวัตกรรมทางด้านสื่อเสียงจนประสบความสำเร็จ และได้จดลิขสิทธิ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าชื่อ Intensive Watch โดยระบบนี้เป็นระบบมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลก และยังได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการประกวด InnovAsia 2005 จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์
นายธนรัตน์ ลี้ตระกูล กล่าวว่า ผมเชื่อว่าถ้าธุรกิจมีข้อมูลที่เพียบพร้อม รวดเร็ว และมีคุณภาพ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ ตลอดจนนักบริหารในการดำเนินกิจการ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศโดยรวม โดยสื่อวิทยุ โทรทัศน์ในเมืองไทยนั้น ยังสามารถเติบโตไปได้อีกมาก
ดิจิตอล แอสโซซิเอทส์ เป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ตรวจจับและวิเคราะห์ความถี่การออกอากาศของเพลงและโฆษณาเหล่านั้น โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่เรียกว่า Audio Fingerprint ซึ่งจะทำหน้าที่เทียบเคียงเสียง ระบุเพลง และโฆษณาที่ออกอากาศทางวิทยุหรือโทรทัศน์ โดยแสดงผลออกมาในรูปแบบรายงาน ซึ่งสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านทางอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลที่ได้จากการตรวจจับด้วยระบบของ Intensive Watch จะถูกนำมาวิเคราะห์และรายงานผลอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้เข้ามาใช้บริการสามารถทราบถึงแนวโน้มของธุรกิจ กระแสความนิยมของเพลงต่างๆ ที่ออกอากาศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการลงทุนต่อไปในอนาคต
นาย ธาดา โอฬาริก ที่ปรึกษา บริษัท ดิจิตอล แอสโซซิเอทส์ กล่าวว่า ระบบ Intensive Watch สามารถช่วยในการวิเคราะห์ค่าความนิยมในเชิงความถี่ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่อยู่ในวงการเพลงและโฆษณานำข้อมูลที่เป็นจริงในการออกอากาศทั่วประเทศทั้งหมดนี้ไปสร้างกลยุทธ์หรือทิศทางในเชิงการตลาดได้มากขึ้น เช่น ทำให้สามารถค้นหาศิลปินใหม่ที่เป็นที่ต้องการของตลาด กำหนดค่าตอบแทนของศิลปินได้อย่างเหมาะสมถูกต้อง สามารถตรวจสอบและติดตามแผนการโปรโมตศิลปินว่าเพลงได้ถูกเปิดจริงหรือไม่ อีกทั้งยังช่วยวิเคราะห์คู่แข่งของตัวเองได้อีกด้วย
ในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะในอเมริกาและทวีปยุโรปได้มีการตรวจสอบ ติดตามเพลง และโฆษณาที่ออกอากาศบนสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์มานานแล้ว ซึ่งการใช้ข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และพัฒนาตลาดเพลง ตลาดโฆษณา ทำให้มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทในต่างประเทศที่ใช้บริการดังกล่าวคือ DBS และ Media Base นายธนรัตน์กล่าว
สื่อวิทยุถือเป็นสื่อที่มีความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มย่อยๆ ได้สูง และเป็นสื่อที่ต่างชาติวิเคราะห์มาแล้วว่าคุ้มค่ากับการลงทุนเกือบที่สุด ซึ่งเมื่อมีการ Monitor เพลงและโฆษณาที่ออกอากาศทางวิทยุเกิดขึ้น ค่ายเพลงหรืออุตสาหกรรมโฆษณามีการนำข้อมูลไปใช้อย่างจริงจัง จะส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางข้อมูลเพลงและโฆษณาที่ทันสมัย ซึ่งยังจะทำให้เกิดการพัฒนาเพลงและโฆษณาให้ก้าวขึ้นไปทัดเทียมกับต่างประเทศได้เช่นกัน
กลุ่มเป้าหมายหลักของ Intensive Watch ได้แก่ อุตสาหกรรมเพลง อุตสาหกรรมโฆษณา สื่อวิทยุโทรทัศน์ หน่วยงานราชการ รวมทั้งสมาคมและองค์กรต่างๆ ปัจจุบันสถานีวิทยุกว่า 10 แห่งได้ให้ความสนใจสมัครเป็นลูกค้าของ Intensive Watch เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช่น บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน), บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน), บริษัท คลิกเรดิโอ จำกัด, บริษัท เวอร์จิ้น เรดิโอ ไทยแลนด์ จำกัด, บริษัท เอ-ไทม์ มีเดีย จำกัด เป็นต้น
ในช่วงแรก การให้บริการจะมุ่งไปที่ค่ายเพลง สถานีวิทยุ และวงการโฆษณา ในเขตภาคกลางและภาคเหนือก่อน ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมพื้นที่สถานีวิทยุและโทรทัศน์ทั่วประเทศได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 20-30 ล้านบาทภายในสิ้นปี อีกทั้งยังได้ตั้งเป้าขยายการให้บริการไปยังประเทศอื่นๆ เมื่อการให้บริการในประเทศไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีแล้วอีกด้วย
ในอดีตที่ธุรกิจเพลงหรือโฆษณาดูเหมือนจะอยู่ในเงามืด ไม่สามารถตรวจสอบเสียงต่างๆ ที่ออกอากาศทางสถานีวิทยุ จะลงโฆษณาวิทยุ โทรทัศน์แต่ละครั้งมักจะอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นหลัก แต่เมื่อมีระบบ Intensive Watch ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็น third party คอยตรวจจับและรายงานผลที่เป็นจริงให้แล้ว จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงสื่อโฆษณาต่างๆ ยิ่งขึ้น เพราะถ้าเมื่อใดที่หน่วยงานย่อยๆ กล้าลงทุน เศรษฐกิจโดยรวมก็จะเติบโตขึ้นไปด้วยนั่นเอง
|
|
ที่มา : E-Commerce Magazine |
|